วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิธีติดตั้ง Windows 8 แบบ Clean Install ลง Win 8 ง่ายๆไม่ง้อช่าง


วิธีติดตั้ง Windows 8 แบบ Clean Install ลง Win 8 ง่ายๆไม่ง้อช่าง
ในการลงวินโดวส์นั้นหลายคนยังมีอาการกลัวอยู่ว่า เดียวจะลงผิดลงถูกทำให้ใช้ไม่ได้ จึงต้องพึ่งช่างตามร้านคอมพิวเตอร์ก็ต้องเสียเงินมากน้อยก็แล้วแต่ร้าน ผมจะมาบอกว่าความจริงแล้วลงวินโดวส์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรสำหรับWindows 8 นั้นลงง่ายมากๆ ถึงจะมีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมามากกว่า Windows 7 แต่คงไม่ยากเกินความสามารถของคุณๆ หรอกครับ ยิ่งถ้าเคยลง Windows 7 มาบ้างแล้วยิ่งเป็นการง่าย
วันนี้ผมจะมานำเสนอวิธีการลง Windows 8 แบบ Clean Install ก็คือแบบล้างเครื่องหรือฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่กันเลย....มาตามดูครับ
ในที่นี้ผมจะใช้วิธีการติดตั้งจากแผ่น DVD ของ Windows 8 นะครับ
1.ก่อนอื่นใส่แผ่นติดตั้งลงในเครื่องอ่านดีวีดีของคอมพิวเตอร์ ทำการบูตเครื่องให้ไปตั้งไบออสของเครื่องให้บูตจากแผ่นดีวีดีเป็นอันดับแรกซึ่งการเข้าไบออสนั้นส่วนมาก ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็จะกดปุ่ม Del ส่วนแลปทอปก็จะกดปุ่ม F2ให้ดูที่คู่มือของแต่ละเครื่องก็แล้วกัน
เมื่อเครื่องบูตขึ้นมาจนเห็นคำว่า Press any key to boot from CD or DVD... ให้กด ENTER เลยครับ
2.ปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนได้จนปรากฎดังภาพ ให้คลิกเลือกรายการตามนี้
  • Language to install : English
  • Time and currency format : Thai(Thailand)
  • Keyboard or input method : ตัววินโดวส์จะเลือกให้เป็น Thai เพราะเห็นว่า Time and currency formatตั้งเป็น Thai ให้เราเลือกกลับมาเป็น US ก่อน เหตุผลเพราะเมื่อติดตั้งเสร็จหน้าล็อกออนเข้าระบบจะเป็นภาษาไทย เราอาจงงได้ในการกรอกชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ด
3.ในหน้าต่าง Windows Setup ให้คลิก Install now เพื่อเริ่มการติดตั้ง Windows 8
4.ในหน้าต่าง License terms คลิกถูก I accept the term license จากนั้นคลิก Next
5.ในหน้าต่าง Which type of installation do you want? ให้เลือกเป็น Custom: Install Windows only (advanced)
6.ในหน้าต่าง Where do you want to install Windows? ให้เลือกฮาร์ดดิสก์หรือพาร์ติชันที่ต้องการติดตั้ง (ในที่นี้เลือก Drive 0) เสร็จแล้วคลิก Next
ข้อควรจำในขั้นตอนนี้
  • ขั้นตอนนี้เราเลือก Drive ที่จะลง Windows8 ส่วนมาก จะลงใน Disk/Drive 0 นะครับ ก็คือ Drive C: ของWindows เรานั้นเอง ระวังให้ดีอย่าลงผิดไดร์ฟนะ ในกรณีที่มีพาร์ติชันมากกว่า 1 พาร์ติชัน
  • ในการ Format Windows ข้อมูลจะหายเฉพาะที่ Drive C นะครับ
สำหรับเครื่องที่มี Windows XP , Windows 7 แล้วจะลงใหม่เป็น Windows 8
1.ให้ทำการ Format Drive ที่เป็นวินโดวส์ตัวเก่าก่อน โดยทำการกด Drive options (advanced) จากนั้นเลือก ไดร์ฟของวินโดวส์เก่าแล้วคลิก Format... ย้ำอีกทีดูดีๆนะครับ ถ้าผิดไดร์ฟข้อมูลในไดร์ฟหายหมดนะ
2. จากนั้นก็เลือก Drive/disk ที่เรา Format ไปจากข้อที่ผ่านมา จากนั้นกด Next
สำหรับเครื่องที่เพิ่งซื้อมาใหม่หรือฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่
1 ให้เราทำการกด Drive options จากนั้นเลือกฮาร์ดดิสก์แล้วคลิก New เพื่อทำการแบ่งพาร์ติชันวินโดวส์ให้แบ่งมาสัก80 -100 GB ก็พอ ( 1GB = 1024 MB)
2 จากนั้น ก็แบ่งส่วนที่เหลือไว้ให้กับ Drive D , E ตามความเหมาะสม
3 ต่อมาให้เลือกไดร์ฟที่จะให้ลงวินโดวส์ โดยทำการคลิกบน Drive/Disk แล้วคลิก Next
7.ระบบจะเริ่มทำการติดตั้ง Windows 8 โดยจะดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ของวินโดวส์ตามนี้ Copying Windows files, Getting files ready for installation, Installing features, Installing updates และ Finishing upให้รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ ก็ประมาณ 15 - 20 นาที ขึ้นอยู่กับเครื่องว่าแรงขนาดไหน
8.เมื่อ Windows 8 ติดตั้งเรียบร้อย เครื่องจะรีสตาร์ท 1 ครั้ง
9.หลังจากทำการติดตั้งแล้วเสร็จ Windows จะทำการรีสตาร์ทเครื่อง 1-2 รอบ จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างPersonalize ให้ทำการเลือกสีของ Background และกำหนดชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใส่ชื่อที่ต้องการในช่อง PC name เสร็จแล้วคลิก Next
10.ขั้นตอนการ Settings ให้เราเลือก Use Express Settings เพื่อทำการตั้งค่าระบบแบบด่วน
11.ในหน้าต่าง Sign in to your PC ให้คลิก Sign in without a Microsoft account แล้วคลิก Next
** ในขั้นตอนนี้จะมีวิธีการ Sign in to your PC อยู่ 2 วิธี ได้แก่ Email Address และ Sign in without a Microsoft account สำหรับในที่นี้ผมขอให้เลือก Sign in without a Microsoft account เพราะสะดวกกว่า ส่วนEmail Address เราต้องต่ออินเตอร์เน็ตและต้องมีอีเมลของ outlook.com หรือ Hotmail.com อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเราสามารถสร้างได้ภายหลังที่เข้าใช้วินโดวส์แล้วก็ได้ **
12.หน้าต่างต่อมาให้คลิก Local account
13.ต่อมาให้กำหนดชื่อผู้ใช้ในช่อง User name แล้วกำหนดรหัสผ่านที่ต้องการ 2 ครั้ง ในช่อง Password และReenter password จากนั้นข้อความช่วยจำรหัสผ่านในช่อง Password hint แล้วคลิก Finish
14.ระบบจะทำการจัดเตรียมระบบตามการตั้งค่า
15.ระบบแนะนำการใช้งานเบื้องต้นจากหน้านี้ก็จะเข้าหน้า Lock on Screen
16.เมื่อมาถึงหน้า Lock on Screen คุณก็พร้อมใช้งาน Windows 8 ได้แล้ว
จบแล้วครับสำหรับการติดตั้ง Windows 8 แบบ Clean Install ผมคิดว่าคงไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้ในติดตั้งระบบวินโดวส์ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปง้อใครหรือเสียตังส์ให้กับช่างคอมพิวเตอร์
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ: Notebookspec

การจำลองการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Simulation)


คำว่า "Simulation" ชื่อว่าทุกๆ คนคงเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ ถ้าให้แปลแบบง่ายๆ ตามความเข้าใจมันก็คือ "การจำลองเพื่อดูการทำงานและผลการทำงาน" สำหรับ Electronics แล้ว ก็มีการนำ Simulation เข้ามาใช้งาน โดยนำมาจำลองการทำงานในการออกแบบวงจร เพื่อให้ได้ output หรือ function การทำงานที่ต้องการครับ

สำหรับมือใหม่ สำคัญมากนะครับ ตัว Simulation เนี่ย มันจะช่วยเราได้มาก ซึ่งเราจะได้รู้ พฤติกรรมของวงจรครับ สมมุติว่า

"วงจรซับซ้อนมากๆ มีอุปกรณ์หลายตัว ถ้าเราเอามาลองต่อแล้วมันจะเป็นยังไงน้าา มันจะ Works มั้ย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแรงดันที่จุดนี้เท่าไร Waveform ความถี่ตรงนี้ เป็นอย่างไร"

Simulation นี้แหละครับ จะช่วยคุณได้ ผมจะขอแนะนำโปรแกรมที่ใช้ นั่นก็คือ "Proteus" ครับ ซึ่งหลายๆ คนอาจจะรู้จักแล้ว หลายๆ คนอาจจะยังไม่เคย ก็ลองดูนะครับ

ใน Proteus นี้ มีเครื่องมือมากมาย มีอุปกรณ์มากมาย เช่น
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ R, C, L, Diode หลายๆ เบอร์, Transistor หลายๆ เบอร์, Microcontroller เป็นต้น
- เครื่องมือวัด ได้แก่ Oscilloscope, Volt Meter, Amp Meter เป็นต้น
- เครื่องมือการจ่ายสัญญาณ เช่น Function Genrator จ่ายสัญญาณรูปต่างๆ, Power Supply จ่ายแรงดันไฟให้กับวงจร เป็นต้น และอื่นๆ อีกมากมายครับ

ข้อดีของ Simulation
- ประหยัดเวลาในการเดินหาซื้อของที่บ้านหม้อ
- ประหยัดเงินในการซื้ออุปกรณ์มาทดลองในกรณีที่ยังไม่มั่นใจในวงจรที่หามาได้
- ช่วยในการออกแบบวิเคราะห์ Output ที่ได้

ข้อเสียของ Simulation
- บางที Sim ออก แต่ของจริง ไม่ออก (เจอมากับตัว)
- ถ้าเชื่อใน Sim มากเกินไป จนไม่ลองของจริง มันอาจจะเกิดเหตุดังข้อเสียข้อที่ 1 ได้

แนะนำกันแค่นี้ละกันนะครับ ผมมีคู่มือการใช้งานโปรแกรม ซึ่งเป็นตำราของมหาวิทยาลัยอื่นลองโหลดไปศึกษา ลองทำตามดูนะครับ มันจะเป็นประโยชน์มากๆ ถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ ไม่ทำ ก็ไม่เป็น ไม่ลำเค็ญ ก็ไม่สบายครับ ^^

โหลดไฟล์หนังสือได้ที่ >> http://www.mediafire.com/?4zr9c7u7kgqhxqz
โหลดโปรแกรมได้ที่ >> http://www.mediafire.com/?kmuqcca3ojmo5t7

ขอบคุณโครงการตำราเฉลิมพระเกียรติฉลองพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ด้วยครับ

ชื่อหนังสือ : การทดลองวงจรอิเล็กทรอนิกส์บนโปรแกรมโปรติอุส
โดย รศ.สมชาย ชื่นวัฒนาประณิธิ



Create Date : 31 มกราคม 2555
Last Update : 31 มกราคม 2555 15:53:53 น.

1 comment
Protoboard เครื่องมือเริ่มต้นสู่ Electronics
วงจรไฟฟ้า (Electric circuit) นั้นนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จากอุปกรณ์ง่ายๆ เพียงไม่กี่ตัว มาสู่วงจรที่ซับซ้อนมากมาย จนเกิดเป็น เทคโนโลยีและนวัตกรรม ต่างๆ

แล้วเราจะทำวงจรเล่นๆ ง่ายๆ ได้อย่างไรล่ะ ?
สำหรับบางคนก็เคยจับอิเล็กทรอนิกส์มาบ้าง บางคนก็ไม่เคยและไม่รู้ด้วยว่าเราจะต่อวงจรได้อย่างไร ถ้างั้น!! เรามาเริ่มรู้จักกับอุปกรณ์การต่อวงจรกันเลยดีกว่าครับ



เริ่มคุ้นๆ ขึ้นมายังคับ ใช่ครับ อุปกรณ์ตัวนี้แหละ เค้าเรียก "Protoboard" หรือ "Breadboard" หรือ "Projectboard" แล้วแต่จะเรียกครับ แต่มิใช่ "Photoboard" นะ มันจะคนละความหมายกัน เห็นหลายๆ คนชอบเรียกผิดๆ อยู่ครับ

ไอ้เจ้าบอร์ด นี้แหละ ครับ ทำให้เราคิดค้น ออกแบบ ทดลองวงจรอะไรได้มากมายเลยล่ะครับ ซึ่งเห็นช่อง รูๆ ป่ะคับ ตรงนั้นจะเปรียบเสมือนสายไฟ การเชื่อมโยงวงจรอยู่ภายในบอร์ดครับ โดยจะเชื่อมกันเป็นลักษณะดังนี้ครับ



ในการเชื่อมวงจรของโปรโตบอร์ดนั้น จะเชื่อมตามแนวที่เห็นในรูปต่อไปนี้ครับ


การเชื่อมบอร์ดในแนวนอน



การเชื่อมบอร์ดในแนวตั้ง



แนวเชื่อมบอร์ดแบบเต็มๆ


เคยเห็นบอร์ดละ แล้วจะเอาอะไรเชื่อมล่ะทีนี้ ?
ก็ใช้สายไฟไงครับพี่น้อง อิอิ ในการต่อวงจร เราจะใช้คุณสมบัติการนำไฟฟ้าของตัวนำในโปรโตบอร์ด และ สายไฟ มาเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ ทำให้เกิดวงจรขึ้นมา โดยผมมีตัวอย่างสายไฟให้ดูครับ



ข้างบนเป็นสายเสียบ สายต่อวงจรครับ ถ้าไปบ้านหม้อ อาจจะเรียก "สายแข๊ง" หรือ "สายจั๊มพ์" ครับ สายแข๊งที่ว่า ไม่ใช่กินเหล้าเก่งจนคอแข๊งนะครับ อย่าเข้าใจผิดไป อิอิ ก็คือว่า ตัวนำภายในปลอกหุ้มสายไฟมันแข๊งพอที่จะเสียบช่องได้ครับ ซึ่งไม่เหมือนกับสายอีกชนิด ที่เค้าเรียกว่า "Wirewrab" อ่านว่า "ไวร์แรบ" เรียกเป็นไทยว่า "สายอ่อน" ครับ

หลายๆ คนนะครับ ถามผมว่า "โปรโต้บอร์ดทำงานยังไง หรือ สับสน ว่ามันจะต่อยังไง ใช้อะไรต่อ แล้วต่อจริงหรือป่าว" แล้ววันนี้ ผมจะมาพิสูจน์ ลองต่อให้ทุกท่านได้เห็นกันเลยครับ

ผมจะใช้ Size ขนาดครึ่งนึงของ Protoboard ทั่วไปนะครับ ซึ่งขนาดประมาณนี้



โดยปกติแล้วนะครับ วงจรที่เราคุ้นเคยกันมาก จะเป็นลักษณะโดยใช้อุปกรณ์เป็นสัญญลักษณ์ โดยวงจรจะเป็นแบบนี้


วงจรตัวอย่างที่จะเอามาลองต่อกันครับ


โดยที่ R1 = R4 = 330 ohm, R2 = R3 = 10k, C1 = C2 = 10uF, Q1 = Q2 = PN2222 ครับ

ต่อไปนี้ ผมจะลองต่อโปรโต้บอร์ดของจริงให้ดูละนะครับ ^^



จากรูป ผมเรียงโดย R1 -> R4 เลยครับ ส่วน Transistor เรียงขาเป็น E B C ครับ เส้นสีฟ้าคือ สายจั๊มพ์ แล้วก็ แนวเขียวๆ คือ แนวเชื่อมโดยปกติของบอร์ดอยู่แล้วครับ ลองๆ ไปต่อเล่นๆ ดูนะครับ อิอิ

รวมวงจรที่ใช้ IC 555 timer




555 timer as a switch-mode power supply วงจรจ่ายไฟสวิตชิ่งแบบสวิตช์โหมด ด้วยไอซี 555

SOLID STATE TESLA COIL WITH 555 TIMER วงจรเกี่ยวกับผลิตไฟสูง SOLID STATE TESLA Coil ด้วยไอซี 555 เป็นหัวใจหลัก

Brightness Control for small Lamps by IC 555 วงจรควบคุมแสงสว่างให้หลอดไฟขนาดเล็ก

A Simple PWM Circuit Based on the 555 Timer ตัวอย่างวงจร PWM ด้วยไอซี 555

Ignition coil driver by IC 555 + 2N3055 อีกตัวอย่างของวงจรผลิตไฟสูง Igntion Coil

Power On Delay Circuits by 555 วงจรหน่วงเวลาเปิดไฟอัตโนมัต

ิ Efficient flyback driver circuit by IC 555 + IRF510 วงจรผลิตไฟสูง Efficient flyback driver

Touch Switch ON-OFF by IC 555 วงจรสวิตช์เปิด-ปิด ระบบสัมผัส

Voltage doubler with IC 555 วงจรทวีแรงดัน 2 เท่า

OR gate with two IC 555 วงจรออร์เกตจำลองด้วยไอซี 555

Bicycle back Safety Light with IC 555 or 7555 วงจรไฟปลอดภัยสำหรับรถจักรยาน

Generating -5 Volts From a 9 Volt Battery With IC 555 วงจรกำเนิดแรงดัน 5V จากถ่านไฟ 9V

555 Timer - Frequency and Time Interval Calculator การคำนวณหาค่าอุปกรณ์สำหรับไอซี 555

Relay Timer switch By IC 555 and 741 ว
งจรสวิตช์รีเลย์หน่วงเวลา 

มาตรฐานการวัด


การวัดคือการคำนวณค่าปริมาณที่ไม่ทราบค่าว่ามีปริมาณที่กำหนดคงที่เท่าใดมีปริมาณที่กำหนดคงที่นี้เรียกว่าหน่วย(unit)
ฉะนั้นการวัดจึงต้องมีระบบหน่วยวัดที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และใช้สะดวก ดังนั้นเพื่อให้เป็นสากลทั่วโลกหน่วยวัดจึงต้องใช้ค่าเหมือนกัน
ซึ่งจำเป็นต้องมีคำจำกัดความที่ชัดเจนเกี่ยวกับหน่อยวัดและวิธีคำนวณปรับเทียบกับระบบวัดลักษณะนี้เรียกว่า มาตรฐาน (standard) ในการใช้งานประจำวัน   การวัดด้วยเครื่องวัดจะต้องนำค่าวัดมาปรับเที่ยบกับมาตฐานที่ใช้อ้างอิงภาย
ในท้องถิ่นซึ่งเที่ยบเท่ากับการนำมาปรับเที่ยบกับมาตรฐานที่สูงขึ้นและสูงขึ้น.......ดังนี้เรื่อยไปเพื่อให้การปรับเทียบ
ตรงตามมาตรฐานระดับประเทศซึ่งกำหนดคุณสมบัติเฉพาะที่ตกลงกันเป็นสากล การปรับเทียบ (calibration)
คือการตรวจสอบระบบวัดให้ตรงกับมาตรฐานเมื่อระบบอยู่ในสภาพที่สอดคล้องกับสภาพที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน
               สำหรับหน่วยวัดพื้นฐานและหน่วยวัดอนุพันธ์ จะมีความแตกต่างกันตามมาตรฐานของการวัด
แบ่งตามหน้าที่การทำงาน และการประยุกต์ใช้งานได้ดังนี้
 
                  
                1) มาตรฐานสากล (INTERNATIONAL   STANDARDS)
               2) มาตรฐานเบื้องต้น (PRIMARY  STANDARDS)
               3) มาตรฐานชั้นที่สอง (SECONDARY  STANDARDS)
               4) มาตรฐานการใช้งาน (WORKING  STANDARDS)
 

      1) มาตรฐานสากล    คือมาตรฐานที่เป็นข้อตกลงของนานาชาติกำหนดหน่วยการวัดที่แน่นอนขึ้นมาแทน
เพื่อให้มีความเที่ยงตรงสูง สำหรับการใช้งานทางเทคโนโลยีด้านการผลิดและการวัด มาตรฐานสากลนี้จะถูกตรวจ
เช็คและทดสอบค่าอย่างสม่ำเสมอ โดยการวัดแบบสมบูรร์ในเทอมของหน่วยพื้นฐาน มาตรฐานสากลนี้จะถูกเก็บ
รักษามาตรฐานไว้ที่สำนักงานมาตฐานน้ำหนักและการวัดนานาชาติ (INTERNATIONAL BUREAU OF
WEIGHTS AND MEASURES) และไม่ใช่เป็นสิ่งที่งายที่จะใช้เครื่องมือวัดในการวัด เพื่อความมุ่งหมาย
ในการเปรียบเทียบค่าและปรับแต่งค่า

      2) มาตรฐานเบื้องต้น   เป็นมาตรฐานที่ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานนานาชาติที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ ในส่วนที่มี
ความแตกต่างกันทั่วโลก การควบคุมดูแลมาตรฐานเบื้องต้นนี้ ถูกดูแลโดยสำนักงานมาตรฐานนานาชาติหรือ NBS
(NATIONAL BUREAU OF STANDARDS) ตั้งอยู่ที่วอชิงตันในทวีปอเมริการเหนือ อีกแห่งหนึ่งคือ
ห้องปฎิบัติการทางฟิสิกส์นานาชาติหรือ NPL (NATIONAL PHYSICAL LABORATORY) ในอังกฤษ
เวลส์ และสกอตแลนด์และแห่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือที่ ฟิสิกคอลลิซ เทคนิสเซ ริซแซนตอล (PHYSIKALISCH
TECHNISCHE REICHSANSTALT) ในเยอรมัน มาตรฐานเบื้องต้นใช้แทนหน่วยพื้นฐานและบางส่วน
ในหน่วยทางเครื่องกล และหน่วยทาางไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งโดยเครื่องมือวัดแบบสัมบูรณ์ในห้องปฏิบัติการ
นานาชาติ ผลของการวัดจะถูกเปรียบเทียบอีกครั้งกับค่าต่าง ๆ นำไปใช้ในการเปรียบเทียบกับคาต่าง ๆ ทั่วโลก
มาตรฐานเบื้องต้นนี้จะใช้ในห้องปฏิบิตการเท่านั้ ไม่นำไปใช้ภายนอก ค่ามาตรฐานต่าง ๆ ของมาตรฐานเบื้องต้นนี้
จะใช้ในการตรวจสอบและปรับแต่งมาตรฐานขั้นที่สองต่อไป
 

       3) มาตรฐานขั้นที่สอง   ก็คือมาตรฐานที่ใช้มาตรฐานเบื้องต้นเป็นตัวอ้างอิง ใช้วานของเครื่องมือวัดในห้องปฎิบัติ
การทางอุตสาหกรรม มาตรฐานขั้นที่สองนี้ ถูกดูแลโดยห้องปฎิบัติการของโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละแห่ง และมีการตรวจสอบ
อีกครั้งกับมาตรฐานอ้างอิงในพื้นที่นั้น ๆ และต้องรับผิดชอบในการดูแลรักษาและการปรับแต่งมาตรฐานขั้นที่สองในห้องปฎิบัติ
การอุตสาหกรรมของตัวเอง มาตรฐานขั้นที่สองนี้ ถือว่ามาตรฐานเบื้องต้น ดังนั้นมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้ จะต้อง
ได้รับการรับรองค่าการวัดจากมาตรฐานเบื้องต้น
 

    4) มาตฐานการใช้งาน   เป็นมาตฐษนของเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการวัดในห้องปฏิบัติในการ ใช้ในการตรวจสอบ
และปรับแต่งทั่วไปของเครื่องมือวัดในห้องปฏิบัติการสำหรับความเที่ยงตรงและคุณสมบัติ หรือใหช้เปรียบเทียบเครื่องมือวัด
ในห้องปฎิบัติการสำหรับความเที่ยงตรงและคุณสมบัติ หรือใช้ตัวต้านทานมาตรฐานในแผนกควบคุมคุณภาพเพื่อตรวจสอบสินค้า
และตรวจสอบสินค้า และตรวจสอบเครื่องมือวัดว่ายังอยู่ในความเที่ยงตรง และถูกต้องหรือไม่   

    หน่วยวัด
              ปี ค.ศ. 1960 การประชุม The 11th Conf'erence G'ene'rale des Poids et Mesures
ได้ยอมรับระบบ Systeme Innernationnal d' Unite's ให้เป็นระบบหน่วยวัดสากล ระบบนี้เรยกว่าระบบ SI
ในการประชุดครั้ง ต่อมาได้มีการปรับแต่งระบบจนปัจจุบันนี้มีหน่วยวัดพื้นฐาน 7 ประเภท คือ วัดมาลเป็นกิโลกรัม
วัดความยาวเป็นเมตร นับเวลาเป็นวินาที วัดกระแสเป็นแอมแปร์ วัดอุณหภูมิเป็นองศาเคลวิน วัดความเข็มแสงสว่าง
เป็นแคนเดลา และวัดปริมาณสสารเป็นโมล จากหน่วยวัดพื้นฐานเหล่านี้ทำให้ได้หน่วยอนุพันธ์อื่น ๆ แต่เดิมหน่วย
วัดยึดตามมาตรฐานวัสดุ เช่นหน่วยวัดความยาวยึดตามความยาวมาตฐานของโลหะที่เทียบกับมาตรฐานความยาวอึ่น ๆ
ทแต่เดิมหน่วยวัดยึดตามมาตรฐานวัสดุ เช่น หน่วยวัดความยาวยึดตามความยาวมาตรฐานของโลหะที่เที่ยบกับ
มาตรฐานความยาวอื่น ๆ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปึจจุบันนี้หน่วยวัดยึดตามลักษณธทางกายภาพมากกว่า
ยึดตามมาตรฐานวัสดุ ยกเว้นหน่วย วัดมวลเท่านั้น อย่างเช่นปัจจุบันนี้ความยาวยึดตามระยะการเดินทางของแสงในช่วง
เวลาหนึ่ง การยึดหน่วยวัดตามลักษณะทางกายภาพทำให้ห้องปฏิบัติการทุกแห่งทั่วดลกคิดหน่วยวัดได้โดยไม่จำเป็นต้อง
ปรับเที่ยบกับมาตรฐานอื่นใดอีก คำจำกัดความของหน่วยวัดพื้นฐานมีดังนี้


      1. มวล (mass) กิโลกรัม (kg) ได้รับการกำหนดตามมวลของกระบอกอัลลอย (แพลทินัม 90% - เออริเดียม 10 %)
ที่มีความสูงและเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากัน โดยยึดตามมาตรฐานน้ำหนักและการวัดของ INternational Bureau of weights
and Messures ที่เมืองเซิฟเรส ประเทศฝรั่งเศส หลายประเทศยึดตามมาตรฐานนี้
      2. ความยาว (Ingth) เมตร (m) กำหนดเป็นความยาวของเส้นทางเดินทางของแสงในสุญญากาศระหว่างช่วงเวลา 1/299
792 458 ต่อหนึ่งวินาที
      3. เวลา (Time) วินาที (s) กำหนดช่วงเวลาเป็น 9 192 631 770 ช่วงของกากรแกว่งรังสีที่เปล่งจาก caesium -133 atom
ภายใต้สภาพที่กำหนดไว้อย่างเที่ยงตรงของเรโซแนนซ์
      4. กระแส (current) แอมแปร์ (A) กำหนดเป็นกระแสคงที่ ซึ่งถ้าคงสภาพอยู่ในตัวนำเส้นตรงสองเส้นขนานกันมีความยาวอนันต์
และพื้นที่หน้าตัดวงเล็กมีความยาวหนึ่งเมตรยื่นเข้าไปในสุญญากาศ เมื่อกระแสอยุ่ระหว่างตัวนำเหล่านี้จะสร้างแรงเท่ากับ 2 x 10 -7 
นิวตันต่อความยาวหนึ่งเมตร
     5. อุณหภูมิ (temperature) เคลวิน (K) กำหนดเป็นอุณหภูมิขณะที่น้ำธรรมดา ไอน้ำ และน้ำแข็ง อยู่ในสภาพสมดุลกัน
(equilibrium) (เรียกว่าจุดสามสถานะหรือ triple point ) เท่ากับ 273.16 K
     6. ความเข็มของแสงสว่าง (Iuminous intensity) แคนเดลา (cd) กำหนดเป็นความเข็มแสงสว่างในทิศทางที่กำหนดน
จากแหล่งที่กำหนดซึ่งงจะเปล่งรัสสีความถี่ขาวดำ (monochromatic radiation of frequency) 540 x 10 12 Hz
และมีความเข็มของรัสสี 1/683 วัตต์ต่อหนึ่งหน่วยสเตเรเดียน (หน่วยวัดมุมตัน)
     7. ปริมาณสาร (amount of substance) โมล (mol) กำหนดเป็นปริมาณสสารที่ประกอบด้วยธาตุแท้พื้นฐานจำวนมาก
เท่ากับที่มีอะตอมในไอโซโทปคาร์บอน -12 จำนวน 0.012 kg
   นอกจากนี้ยังมีหน่วยวัดเสริมอีก 2 ประเภทคือ
        
          1. มุมระนาบ (;lane angle) เรเดียน (red) คือมุมระนาบระหว่างเส้นรัศมีวงกลมสองเส้นซึ่งตัดเส้นรอบวงออกเป็นเส้น
โค้งที่มีความยาวเท่ากับรัศมี
          2. มุมตัน (solid andgle) สเตเรเดียน (sr) คือมุมตันนของทรงกรวยซึ่งมีจุดยอดอยู่กึ่งกลางทรงกลม และมุมตันของกรวย
จะตัดพื้นที่ผิวทรงกลมให้เท่ากับสี่เหลี่ยมจัตุรัสของเส้นรัศมี

               หน่วยอนุพันธ์อื่น ๆ ได้มาจากหน่วยวัดพื้นฐาน ตารางที่ 1 คือรายชื่อหน่วยวัดที่ใช้กันทั่วไปและความสัมพันธ์ระหว่างวัดพื้นฐาน



มาตรฐานทางไฟฟ้า (Electrical Standard)

  หน่วยวัดไฟฟ้าพื้นฐานคือแอมแปร์ที่กำหนดในลักษณะของแรง (force) ระหว่าง
ตัวนำกระแสงสองตัว อาจใช้ดุลกระแสเพื่อพิจารณาหน่วยวัดนี้ รูปที่ 5.1 เป็นภาพคร่าวๆ
ของหลักการนี้ซึ่งเป็นการวัดแรงระหว่างขดลวดนำกระแส ตามหลักการแล้วการวัดทางไฟฟ้า
ทั้งอ้างอิงถึงเครื่องมือนี้ แต่ทว่าในทางปฎิบัติ เครื่องมือนี้ยังไม่คอ่ยเหมาะสมนักเพื่อความสะดวก
ในการปรับเทียบจำเป็นต้องใช้มาตรฐานซึ่งเก็บเอาไว้และเพียงแค่ "ดึงออกจากลิ้นชัก" มาใช้เมื่อต้องการเท่านั้นเอง ดังนั้น ในทางปฎบัติ ห้องปฎิบัติการระดังประเทศทั้งหมดจะยึดตามมาตรฐานวัสดุ
มาตรฐานประเภทนี้มักเป็นเซลล์มาตรฐาน ตัวต้านทานมาตรฐานและตัวเก็บประจุมาตรฐาน
ตามธรรมดาแล้วมักเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นมาตรฐานปฐมภูมิ (prinmary standards)
และเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการให้บริการปรับเทียบระดับประเทศ มาตรฐานวัสดุเหล่านี้ได้รับการตรวจ
ตราเพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพของค่าเมื่อเที่ยบกับมาตรฐานอ้างอิง (reference standards)
เช่น ดุลกระแส ระบบข้อตอโจเซฟสัน ตัวเหนี่ยวนำร่วมแคมป์เบล และตัวเก็บประจุที่คำนวณค่าได้
เซลล์ปรอท - แคดเมียมเวสตัน (Weston mercury - cadmiumcells)
ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานปฐมภูมิระดับประเทศของแรงดันไฟฟ้ารูปที่ 5.2 แสดงรูปแบบพื้นฐานของ
เชลล์ประเภทนี้ ค่าระบุ e.m.f. จากเซลล์ประเภทนี้เท่ากับ 1.01865 V ที่ 20° C อาจทำการเปรียบเทียบระหว่างเซลล์เพื่อให้ได้ค่าความเที่ยงตรงสูง และแสดงว่ามีระดับเสถียรภาพซึ่งกันสูงตามลำดับบางส่วนใน 10 7
ต่อปี ปัจจุบันนี้นิยมใช้ผลโจเซฟสัน (Josphon effect) กันอย่างแพร่หลายในการตรวจวัดค่าแรงดันสัมบูรณ์
เมื่อฉนวนชั้นบางระหว่างตัวนำยิ่งยวดสองตัวเปิดรับคลื่นไมโครเวฟ เมื่อนั้นความสัมพันธ์ของเรงดัง - กระแสที่
รอยต่อจะแสดงขั้นต่าง ๆ ซึ่งแต่ละขั้นแรงดันจะมีขนาด hf/2e เมื่อ h  เป็นค่าคงที่ของพลังค์, f   เป็นความถี่
ของไมโครเวฟและ e เป็นประจุบนอิเล็กตรอน (ดูรูปที่ 5.3) การเปรียบเทียบแรงดันรอยต่อกับเซลล์
มาตรฐานทำให้เซลล์มาตรฐานสามารถรักษาค่าสัมบูรณ์ได้ด้วยความถูกต้องประมาณ 3 ส่วนใน 10 8

 ตัวต้านทานมาตรฐาน (standard resistors) ใช้เป็นมาตรฐานปฐมภูมิระดับชาติสำหรับความต้านทาน
การเลือกวัสุดที่ใช้เป็นเส้นลวดและวิธีการติดเส้นลวดและวิธีการติดเส้นลวดจะต้องเลือกอย่างพิถีพิถัน
เป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจในเสถียรภาพตัวต้านทานจะถูกแช่ในน้ำมัน ตัวต้านทางประเภทนี้จะมีเสถียรภาพ
ของลำดับ 1 ส่วนใน 10 7 ต่อปี ค่าสัมบูรณ์ของตัวต้านานมาตรฐานจะถูกตรวจวัดโดยเหนี่ยวนำร่วมแคมป์เบล
(Campbell mutual inductor) ตัวเหนี่ยวนำมีความเหนี่ยวนำร่วมซึ่งคำนวณค่าจากการวัดทางเรขาคณิต
กับขดลวดเหนี่ยวนำ อาจใช้บริดจ์เพื่อพิจารณาค่าความต้านทานของตัวต้านทานมาตรฐานที่เป็นความเหนี่ยว
นำร่วม หรืออาจใช้บริดจ์อีกประเภทหนึ่งในการพิจารณาค่าความต้านทานของตัวต้านทานมาตรฐานในแง่ความจุ
ของตัวต้านทานมาตรฐานในแง่ความจุของตัวเก็บประจุมาตรฐาน
   ตัวเก็บประจุมาตรฐาน (standard capacitors) เป็นมาตรฐานปฐมภูมิที่สร้างจากมัลติเพลตวางสลับกันซึ่งแขวน
ติดอยู่ในไดอิเล็กตริกแก๊สส่วนตัวเก็บประจุเงิน - ไมก้ามักใช้เป็นมาตรฐานทุติยภูมิ มาตรฐานปฐมภูมิถูกตรวจวัด
ด้วยตัวเก็บประจุที่คำนวณค่าได้ (calculable capacitor) ซึ่งเป็นตัวเก็บประจุแบบพิเศษสำหรับใชคำนวณค่า
ความจุให้มีความถูกต้องสัมบูรณ์ของบางส่วนใน 10 7


บทสรุป
       มาตรฐานของการวัดจะใช้หน่วยทางฟิสิส์เป็นตัวกำหนดมาตรฐาน จะบอกหน่วยออกมาเป็นระบบ SI ระบบอังกฤษ ฯลฯ
หน่วยวัดพื้นฐานและหน่วยวัดอนุพันธ์ มีความแตกต่างกันตามมาตรฐานของการวัด ตามหน้าที่การทำงาน และการประยุกต์ใช้งาน
แบ่งได้เป็นมาตรฐานสากล มาตรฐานเบื้องต้น มาตรฐานขั้นที่สอง และมาตรฐานการใช้งาน
      มาตรฐานสากล เป็นมาตรฐานโดยการตกลงของนานาชาติ การเก็บรักษามาตรฐานเก็บไว้ที่สำนักงานมาตฐานน้ำหนักและ
การวัดนานาชาติ
      มาตรฐานเบื้องต้น   เป็นมาตรฐานของการวัดในระบบต่ง ๆ ทั่วโลก ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้  ถูกดูแลโดยสำนักงาน
มาตรฐานนานาชาติ (NBS) อีกแห่งหนึ่งที่ห้องปฎิบัติการทางฟิสิกส์นานาชาติ (NPL) และแห่งที่เก่าแก่ที่สุดคือ ฟิสิกคอสลิซ
เทคนิสเซ ริซ แซนตอลมาตรฐานนี้ใช้แต่เฉพาะในห้องปฎิบัติการเท่านั้น ไม่นำไปใช้ภายนอก
      มาตรฐานขั้นที่สอง  เป็นมาตรฐานที่ใช้มาตรฐานเบื้องต้นเป็นตัวอ้างอิง และถูกนำไปใช้งานในห้องปฎิบิตการของโรงงาน
อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ใช้การตรวจวัดค่าต่าง ๆ และต้องตรวจสอบมาตฐานกับมาตรฐานเบื้องต้นเสมอ ๆ
      มาตรฐานการใช้งาน  เป็นมาตรฐานของเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการวัดในห้องปฎิบัติการ เพื่อใช้ตรวจสอบและปรับแต่ง
ทั่วไป สำหรับความเที่ยงตรง และเปรียบเที่ยบค่า
      มาตรฐานทางไฟฟ้า  แบ่งได้เป็นมาตรฐานแอมแปณ์ ซึ่งใช้เป็นแอมแปร์สมบูรณ์ ใช้เป็นหน่วยพื้นฐานของการะแสไฟฟ้าในระบบ SI มาตรฐานความต้านทาน ถูกสร้างขึ้นมาให้มีมาตรฐานคงที่ที่ความต้านทาน 1 โอห์ม และปรรับเปลี่ยนค่าไปเป็นจำนวน 10 เท่า
เช่น 10 โอห์ม 100 โอห์ม 1 K โอห์ม ฯลฯ ซึ่งมีค่าผิดพลาดน้อยมากไม่ถึง±0.01 % แรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน ที่นิยม
ใช้คือเวสตันเซล แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ เซลอิ่มตัว และเซลไม่อิ่มตัว
      เซลล์อิ่มตัวจะต้องควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ในการใช้งาน แรงดันไฟฟ้ามีค่า 1.01858 โวลต์ ที่ 20° C เซลล์อิ่มตัวนี้ไม่เหมาะ
ในการทำงานทั่วไป เพราะเซลล์ชนิดนี้มีความไวต่ออุณหภูมิ
      เซลล์ไม่อิ่มตัว เหมาะในการนำไปใช้งานในห้องปฎิบัติการทั่วไป เพราะไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิ แรงดันไฟฟ้ามีค่า
1.0180 V ถึง 1.0200 V ที่อุณหภูมิ 10° C ถึง 40° C
                                          
ของ     ฟิิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ
กลับหลังหนึ่งหน้า กลับหน้าแรกบทความไปข้างหน้าหนึ่งหน้า
 เครื่องมือวัดไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต 
1. การวัด2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน 8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน  10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล  14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น18.การสั่น และคลื่นเสียง
  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  
1. ไฟฟ้าสถิต2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า 4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก 8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 12. แสงและการมองเห็น
13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม16. นิวเคลียร์ 
1. จลศาสตร์ ( kinematic)   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 
3. งานและโมเมนตัม4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า 8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์